บอกตามตรงว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น

มันอาจจะมีผุดขึ้นในจิตใต้สำนึกหลายหน แต่...เราไม่เอาใจใส่มันเอง เพราะคิดว่า มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แต่...น่าแปลกนะ ทั้งที่เราพยายามที่จะไม่ใส่ใจกับความรู้สึกนั้น แต่มันก็ไม่หายไปไหน

แต่มันกลับชัดเจนขึ้นทุกวันๆ

หมายเหตุ; เปล่า เราเปล่าอินเลิฟ อย่าเข้าใจผิด โสดสนิทศิษย์ส่ายหน้าจนคอเคล็ดไปหมดแล้ว และคิดว่าคงเป็นงี้ต่อไปน่ะแหล่ะ ทำใจแระ กับสถานภาพของตัวเอง ถ้ามีใครมาถามว่า ทำไมทุกวันนี้ถึงยังโสด (ทั้งที่ชั้นออกจะสวยเลิศในปฐพีขนาดนี้ เอาเซ๊~~~) เราว่า เราก็มีคำอธิบายไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว และก็คิดว่าควรจะเลิกฝันถึงเรื่องรักฝันหวานแบบนิยายโรแมนส์ที่ชอบอ่าน(และเขียนเป็นประจำ)ซะที (แต่ก็จะยังอ่านและเขียนต่อไป อ้าว ย้อนแย้งในตัวเองอีกแล้วนี่หว่า ฮ่าๆๆๆ)

แต่ว่าันะ มันแปลกมั๊ย? ที่ในบางครั้ง หรือหลายๆครั้ง ที่เรารู้สึกถึงความอ้างว้าง ทั้งที่มีเพื่อนอยู่รอบตัวมากมาย

กิจกรรม...การพบปะสังสรรค์ตามประสาคนคอเดียวกัน ที่เคยรู้สึกมีความสุข ตื่นเต้น ใจจดใจจ่อและรอคอย....มาวันนี้ เราชักไม่แน่ใจ

อยากเจอเพื่อน อยากพูดคุยกัน สนุกสนาน หัวเราะด้วยกัน เหมือนเมื่อก่อน...ที่มีความสุขเหลือเกิน...

ทำน่ะ...ทำ แต่ข้างในใจ เราถามตัวเองทุกครั้งที่นั่งรถกลับบ้านว่า...

"แน่ใจแล้วหรือว่า เราแฮปปี้จริงๆ?"

หรือแม้กระทั่งถามตัวเองที่อยู่ในงานอันสุดแสนจะสนุกสนานว่า

"...เอ๊ะ? นี่เรามาทำอะไรที่นี่?"

...ใจเราอยากที่จะไปพบเจอเพื่อนฝูงทั้งหลายมาก ถึงไม่ได้คอส ขอแค่ได้แต่งหน้าให้เพื่อนก็ยังดี แค่นี้ เราก็แฮปปี้แล้วล่ะ ได้ดูบรรยากาศงาน ดูผู้คนที่กำลังมีความสุขกับการได้เปลี่ยนตัวเองไปเป็นแคแรกเตอร์ที่ตัวเองชอบ แม้เพียงชั่วขณะ แต่กว่าพวกเขาจะได้มีช่วงเวลาที่ราวกับอยู่ในความฝันอันแสนสุขนั้น...มันก็ต้องมีการเตรียมตัว ทั้งเสื้อผ้า หน้าผม อ๊อปชั่นที่ต้องใช้เวลาทำ มันมีการทุ่มเทจิตใจอยู่เบื้องหลังคำว่า "คอสเพลย์"

เราเข้าใจเรื่องนั้นดี...ทำไมเราจะไม่เข้าใจล่ะ? ในเมื่อ...เราเองก็คอสเหมือนกันนี่

แล้วทำไม...มันถึงได้เกิดคำถามขึ้นมาในใจตัวเองแบบนั้นล่ะ

ท่ามกลางกิจกรรมที่ดำเนินไป ...ทำไมเราถึงถามตัวเองว่า

"เรามาที่นี่เพื่ออะไร?"

หากสิ่งที่เราทำ"ยังคง"มีความหมายต่อเราจริง...? เราจะตั้งคำถามเช่นนี้กับตัวเองรึ?

ว่าที่นี่...ยังเป็นสถานที่ที่เราควรจะอยู่อีกหรือเปล่า?

....มีทฤษฎีว่าด้วยความเป็นเมืองที่อธิบายความสัมพันธ์ของผู้คนในเมืองใหญ่ว่า เมืองยิ่งใหญ่ ความสัมพันธ์ที่ผู้คนมีต่อกันก็ยิ่งฉาบฉวย

ผิวเผิน บางเบา...

ผู้คนล้วนมีชีวิตตามแบบแผน กฎเกณฑ์ ตามๆๆๆๆกัน เหมือนออกมาจากโรงพิมพ์โรงเดียวกัน ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม

เกิดมา โต เข้าโรงเรียน เรียนๆๆๆ จบ หางานทำ แต่งงาน มีลูก ทำงานๆๆๆๆๆๆๆๆ สร้างเนื้อสร้างตัว เก็บสะสมทรัพย์สินทั้งหลายไว้ เป็นกระแสหลัก เป็นเรื่องที่"ใครๆก็ทำ"

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีความปรารถนาอยากจะเป็นตัวของตัวเอง...

สมัยเรียนป.ตรี อาจารย์ที่เราเคารพท่านหนึ่ง ท่านเป็นอาจารย์มหาลัยที่แปลก ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา มาเป็นอาจารย์ แต่ก็ชอบเดินป่ามาก สอนวิชาระบบราชการไทย ที่แค่ฟังชื่อวิชาก้น่าเบื่อแล้ว แต่เรากลับไม่ีเคยเบื่อกับการฟังบรรยายของท่านเลย

วันนึง อาจารย์บอกด้วยน้ำเสียงเน้นย้ำ และเรายังจำได้แม่นจนทุกวันนี้ วันนั้น อาจารย์เล่าเรื่องของโจนาธาน ลิฟวิงสตัน นกนางนวลที่ไม่ยอมบินตามอย่างฝูงของมัน

มันพยายามที่จะหาหนทางในการบินของตัวเอง...ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน เจ็บปวดทั้งกายใจ ใครจะเยาะเย้ยมันแค่ไหน สุดท้ายมันอาจปีกหัก แต่มันก็ยืนยันจะบินในแบบของมัน

อาจารย์บอกกับนิสิตในห้องว่า "ให้หาหนทางของตัวเอง อย่าเป็นนักก๊อปปี้"

เราแน่ใจว่า คนการ์ตูนหลายคน สามารถบอกตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ความรักความผูกพันที่เรามีให้กับการ์ตูนหรืออนิเม มันอาจทำให้เราต่างจากคนกลุ่มอื่นๆ แต่นี่แหล่ะ ตัวตนของพวกเรา และเราภูมิใจที่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองชอบ

Who careวะ ว่าใครจะมองด้วยสายตาเหยียดๆและแอบคิดในใจว่า อิ๊ยย์ ไอ้พวกบ้าการ์ตูน?? เรามีสิ่งที่เรารัก เรารักในลายเส้น แสงสี เนื้อเรื่อง เทคนิคการวาด การเคลื่อนไหว ระเบิด เสียงพากย์ คาแรกเตอร์ จะถูกสร้างออกมาให้หล่อ สวย บ้า ร้ายกาจ เลือดสาด โมเอะ บลาห์ๆๆๆๆ อะไรก็ช่าง

มันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของเรา

แต่อย่าโกรธกันนะ ถ้าเราจะบอกว่า เรื่องกิจกรรมของพวกเรา(เรายังเรียกตัวเองแบบนั้นได้ใช่มั๊ย?)คนรักการ์ตูน ณ เวลานี้ มันไม่แสดงให้เห็นความเป็นกลุ่มที่มีความเป็นตัวของตัวเองอีกต่อไปแล้ว

มันไม่ใช่สิ่งผิดที่กิจกรรมการแสดงออกของคนรักการ์ตูนในช่วงสองสามปีมานี้จะถูกจัดขึ้นอย่างมากมาย ถี่ยิบเสียจนแทบเรียกได้ว่ามีมันทุกอาทิตย์ แต่บางทีเรารู้สึกว่ามีบางอย่างที่เราสูญเสียไป....

จริงๆเราควรยินดี ใช่เราิยินดี เราดีใจที่การที่กิจกรรมงานการ์ตูน คอสเพลย์ที่จัดขึ้นบ่อยครั้งมากมาย แล้วในที่สุดในอนาคต บรรดาไดโนเสาร์เต่าล้านปีที่มีอำนาจปกครองกระทรวงวัฒนธรรม ก็จะเข้าใจเสียทีว่า การแสดงออกของเด็กๆนักคอสเพลย์ทั้งหลาย มันไม่ใช่สิ่งผิด ไม่ใช่เรื่องของความฟุ้งเฟ้อไร้สาระจนเด็กๆไม่เรียนหนังสือ เอาแต่บ้าการ์ตูน บ้าแต่งคอส แต่มันคือการแสดงออกถึงสิ่งที่เขาชอบ สิ่งที่เขารัก มันคือการสร้างความทรงจำอันสนุกสนาน บริสุทธิ์ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง ต่อให้คนคอสจะเป็นคนการ์ตูนที่อายุเยอะหน่อยแล้วก็เถอะ แต่เราเชื่อว่า กิจกรรมพวกนี้เกิดขึ้นจากมุมหนึ่งในจิตใจที่บริสุทธิ์

แต่สำหรับเรา...อาจเพราะวันเวลาผ่านไป มีคนผ่านมาในชีวิต มา...แล้วก็ไป บ้างรู้สึก...ผูกพัน บ้างเหมือนจะผูกพัน แต่ความจริง....ไม่ มีความเปลี่ยนแปลงกับชีวิตเรามากมาย มีสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ มีสิ่งที่เราอยากทำ ต้องทำ ใฝ่ฝันที่จะทำ

ซึ่งมันสวนทางกับ...สิ่งที่เราเป็น(หรือเคยเป็น?)

ความรู้สึกว่างเปล่า แปลกแยก แม้แต่ในงานที่ตัวเองควรจะรู้สึกมีความสุขมันถึงได้เกิดขึ้น

เรารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกดึงจากแรงสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือ ชีวิตที่เราจะ"เป็น"หรือ "อยากจะเป็น" ชีวิตในความเป็นจริงที่เราต้องทำ โลกRealistic กับอีกฝ่าย คือชีวิตที่เราเคยมี ความสุขจากการที่ได้มีร่วมกับเพื่อนฝูง โลกที่เหมือนความฝัน ซึ่ง ณ เวลานี้ โลกนี้....ไม่เหมือนเดิมสำหรับเราอีกต่อไป

เมื่อก้าวเดินเข้าไปในโลกที่เราเคยอยู่ เคยมีความสุข เคยรู้ว่าที่ของตัวเองอยู่ตรงไหน เรากลับสับสน และไม่รู้ว่าตัวเองควรจะอยู่ส่วนไหนของที่ตรงนั้น

กลายเป็นที่มาของคำถามที่ว่า "นี่เรามาทำอะไรที่นี่?"

"นี่ยังเป็นที่ของเราอยู่หรือเปล่า?"

หรือสิ่งที่เราเหลืออยู่ในเวลานี้มีเพียงความรู้สึก โหยหา อาลัยอาวรณ์ และไม่อยากปล่อยมันไป ทั้งๆที่ใจจริงเรารู้ดีว่า คำตอบของคำถามนั้นคืออะไร

ชีวิตมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากความคุ้นเคย ไปสู่สิ่งใหม่ โลกมันต้องหมุน คนมันต้่องเดินหน้าต่อไป

แต่...จนถึงตอนนี้...เราก็ยังขลาดกลัวกับการเปลี่ยนแปลงนั้น...

มันน่าขำนะ...เราเคยเชื่อมั่นเสมอมาว่า ต่อให้ชีวิตเราในโลกRealisticจะเป็นยังไง โลกส่วนตัวที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับเรา จะต้องไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เราจะจัดการมันได้แน่ๆ และเราต้องทำได้ดีเท่าๆกันด้วย

มันน่าขำจน...ความรู้สึกเหงานั้นทำให้น้ำตาไหลออกมา....

 

 

 

 

 

ปล. เขียนด้วยอารมณ์ติสท์แตก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการอุ้มหลานกะเตงทั้งวัน เหนื่อยใจกับทีซิสที่ไม่คืบหน้า สิ้นหวังกับการเรียนจบโทในสองปี พรุ่งนี้แม่จะไปราชการตั้งอาทิตย์ (แล้วใครจะช่วยเราเลี้ยงน้องอิ๊นท์ตอนมันงอแงถึงขีดสุดฟระ???) คิดถึงเพื่อนๆเพราะไม่ได้เจอกันนานแล้ว เหงา หนาว แฟนไม่มี กิ๊กมันมันก็ไม่กิ๊กตอบ ฟังข่าวการเมืองแล้วจิตตก เบื่อประเทศไทยจนอยากย้ายหนี เฮ้ออออ

 

 

edit @ 19 Nov 2007 21:03:49 by คุณหญิงแม่Athha

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คนเราก็ต้องมีช่วงที่อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นแบบนี้บ้างค่ะ เราก็เคยเป็นตอนช่วงปี 4 กำลังจะจบต้องหางานทำแล้วอ่ะค่ะมันเหมือนกับว่ากำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วมั้งนะ big smile

ยังไงก็สู้ๆนะคะโลกจะเป็นยังไงก็อยู่ที่ความคิดเราค่ะ

#1 By *~citrus~* on 2007-11-19 21:52

ความรู้สึกลักษณะนี้เกิดขึ้นกับหลายคนเหมือนกันนะ ไปอ่านบล๊อกคุณกิ๊กมา แม้ว่าจะรู้สึกไม่เหมือนแบบนี้เป๊ะ แต่ก็คล้ายกันตรงที่ตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่? ที่นี่เรามีตัวตนอยู่รึเปล่า อะไรทำนองนี้...ไม่เฉพาะโนหรอก เราว่า คำถามนี้เราก็ถามตัวเองบ่อยๆ รู้สึกเหมือนกันว่า ทำไมเหมือนรู้สึกแปลกไปจากเดิม สนุกก็ยังสนุก แต่ก็ไม่เท่าสมัยก่อนแล้ว...
หรือเป็นเพราะว่าพวกเราคอสมานานแล้วก็ได้มั้ง ทำอะไรซ้ำๆ บางทีเหมือนเป็นแพทเทิร์น หาแบบ ซื้อผ้า ตัดชุด เอาไปคอส จบ เก็บเข้าตู้ รีรัน..ไรทำนองเนี่ย ไม่รู้เหมือนกัน คำตอบของเราคงเหมือนวันนั้นที่โทรคุยกันนะ กับอีกอย่างก็คือ เราถึงวัยที่โตพอสมควรแล้วน่ะ มีภารหน้าที่ อยู่ในโลกความเป็นจริงเยอะกว่าสมัยก่อนที่ยังเรียนยังเล่นได้ ...มันก็เลยรู้สึกไม่เหมือนเดิมล่ะมั้ง..ใครมีอะไรสันนิษฐานอีกมั้ย?

#2 By nuinthelewen on 2007-11-19 21:56

มันคือความรู้สึกเดียวกับ เวลาที่มีคนมากมายอยู่รอบตัวแต่ก็ยังรู้สึกเหงา...

ถ้าพูดเรื่องอายุ พี่คงยิ่งกว่าโนอีกละมั้ง บางอย่างยิ่งคิดยิ่งรู้สึกหดหู่ สำหรับพี่ วันนี้พี่ตักตวงความสุขได้ พี่ก็ทำ เพราะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีความสุขกับมันไปได้ถึงเมื่อไหร่ ทุกอย่างไม่มีอะไรถาวร อีกไม่นานก็อาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปก็ได้

ไว้นัดไปกินข้าวกันดีกว่า

#3 By ★InSilence★ on 2007-11-20 04:06